เรอัล มาดริด VS ลิเวอร์พูล ประวัติศาสตร์จารึก ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก 2018

ศึกชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก 2018 ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ ลิเวอร์พูล เชื่อเลยว่าแฟนบอลเกือบทั่วทั้งโลก ต่างก็เฝ้ารอดูเกมนัดชิงของคู่นี้ และหลังจากนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก จบลง ก็ได้รู้ผลสำหรับเกมการแข่งขันนัดนี้เป็นที่เรียบร้อย 

 

แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก 2018 เรอัล มาดริด

 

“ราชันชุดขาว” กลายเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน นับตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ในขณะที่ “หงส์แดง” กำลังไล่ล่าแชมป์สมัยที่ 6 บนเวทียุโรปของพวกเขา และ ต้องการจุดประกายการกลับมาเป็นยอดทีมอีกครั้งในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ด้วยถ้วยเมเจอร์ระดับทวีป และทั้งสองทีมยังขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการเล่นเกมรุก การันตีประตู จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมแฟนบอลถึงได้ตั้งตารอเกมนัดนี้กันนัก

ผลลัพธ์ของเกม 90 นาทีที่สนาม โอลิมปิสกี้ สเตเดี๊ยม ได้ปรากฏออกมาแล้ว และ ก็กลายเป็น เรอัล มาดริด ที่ทำได้สำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พร้อมเพิ่มถ้วยแชมป์ยุโรปสมัยที่ 13 ของสโมสรเข้าไปอีก ขณะที่ ลิเวอร์พูล ต้องอกหักชอกช้ำกันไป พร้อมกับ คล็อปป์ ที่ต้องเจอกับฝันร้ายอีกครั้ง หลังจากที่เขาเคยคุมสโมสรฟุตบอลเข้าชิงบอลถ้วย 7 ครั้ง แต่พลาดท่าถึง 6 ครั้งด้วยกัน


โม ซาลาห์ นัดชิงยูฟ่า แชมป์เปียนลีก

 

ผลของการแข่งขันก็เรื่องหนึง แต่สำคัญที่ทำให้ควันหลงยังคงไม่จางหาย(และน่าจะไม่หายไปในเร็ววันนี้) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมต่างหาก โดยเฉพาะจังหวะที่พลิกโฉมหน้าของเกมไปอย่างสิ้นเชิง และ ทำให้ “หงส์แดง” ต้องอยู่ในสภาพเสียเปรียบแบบเสียมิได้ เมื่อ แซร์คิโอ้ รามอส เข้าปะทะแย่งบอลกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่จะล้มลงทั้งคู่ และ กลายเป็นยอดแข้งทีมชาติอียิปต์ได้รับบาดเจ็บ เพราะโดนตัวของ รามอส ทับแขนในจังหวะกระแทกพื้น จนไม่สามารถเล่นต่อได้ จากรายงานข่าวแจ้งว่า “โม ซาลาห์” ไหล่หลุด และต้องเช็คอาการว่าจะสามารถไปเล่นฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ได้หรือไม่อีกด้วย

น้ำตาที่หลั่งไหลอาบใบหน้าของแข้งวัย 24 ปี คือ สิ่งที่อธิบายความผิดหวัง เสียใจ ของเจ้าตัวได้มากที่สุด เมื่อรู้ว่า เกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาได้จบลงโดยใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ผมจะไม่ขอพูดถึงกรณีที่กำลังเป็นที่วิจารณ์กันอยู่ว่า กัปตันทีม มาดริด เจตนาที่จะทำให้ ซาล่า บาดเจ็บเพื่อตัดกำลังของคู่แข่งหรือไม่ เพราะการปะทะแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอบนผืนหญ้าสีเขียวสีเหลี่ยมแห่งนี้ และ อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอเช่นเดียวกันในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที เรื่องนี้มีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าความจริงคืออะไร ซึ่งก็คือตัวของ รามอส เอง ฉะนั้นแล้วถึงพูดไปมันก็เป็นเพียงการวิเคราะห์ และ คาดเดาจากจังหวะดั่งกล่าวที่พร้อมจะถูกแยกความคิดเห็นออกเป็นสองฝั่งเท่านั้น

แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ หลังจากการที่ ซาล่า ถูกเปลี่ยนตัวออกไปจากสนาม และ ลิเวอร์พูล ส่ง อดัม ลัลลาน่า ลงไปเล่นแทน เกมรุกของพวกเขาก็ด้อยประสิทธิภาพลงอย่างชัดเจน ช่องที่กำลังจะแหวกเปิดได้ในช่วง 20 กว่านาทีแรก ถูกปิดลงเพราะไม่มีสุดยอดการประสานงานของ ซาล่า, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ เฟร์มิโน่ ที่พังคลืนลงเพราะฟั่นเฟืองสำคัญหลุดหายไป

เฟร์มิโน่ ถูกลดความอันตรายลง บอลต้องฝากไว้ที่ มาเน่ มากขึ้น ซึ่งแม้เจ้าตัวจะทำได้ดีมากๆ แต่ก็เกินกำลัง ในขณะที่เกมของ มาดริด ก็เล่นกันง่ายขึ้น แบ็คสองข้างถูกดันขึ้นสูง มาร์เซโล่ แทบจะกลายเป็นปีก ขณะที่ รามอส กับ ราฟาแอล วาราน ขยับขึ้นสูงเกินครึ่งสนามทุกครั้งที่ทีมได้บุก เพื่อถ่างเกมรับของ “หงส์แดง”


ชิงแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก

ที่จริงแล้ว เกมแบบนี้ถ้านับตามแผนของ คล็อปป์ ที่เพรสซิ่งหนักทุกจังหวะจะชื่นชอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 60 นาทีแรกของเกมที่นักเตะสามารถวิ่งใส่กันได้ไม่ยั้ง และ ยิงประตูให้ได้มากที่สุดก่อนจะปิดเกมในช่วงท้าย แต่ที่มันไม่ได้ผลมากนัก คงต้องบอกว่าเป็นเพราะ ‘คลาส’ ของนักเตะอย่าง ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส โดยเฉพาะรายแรกที่นอกจากจะจ่ายบอลได้อย่างแม่นยำตลอดทั้งเกมแล้ว เขายังเอาตัวรอดจากสถานการณ์บีบคั้น หาช่องไปได้เสมอ แถมยังช่วยเกมรับได้ดีอีกต่างหาก

นั่นคือในแง่ของการตัดจังหวะเพื่อเปลี่ยนเป็นเกมโต้กลับอันตรายของทีมที่อาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพนัก แต่เอาเข้าจริงแม้ว่าจะเสีย โม ไป แต่เกมรับของ “หงส์แดง” ยังคงทำหน้าที่กันได้ดีอยู่จนกระทั่งอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเกมเกิดขึ้นในช่วงต้นครึ่งหลัง นั่นก็คือ ความผิดพลาดที่เกินกว่าจะรับได้แม้ว่าจะไม่ใช่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ของ ลอริส คาริอุส

ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะได้ดูจังหวะดังกล่าวกันแล้ว ซึ่งคำพูดที่ว่า มันผิดพลาดเกินจะรับได้นั้น ไม่ได้หนักหนาจนเกินไปเลย เมื่อคุณกำลังพูดถึงผู้รักษาประตูระดับอาชีพที่ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ ลีก หนึ่งในลีกระดับโลก และ เป็นตัวจริงในเกมนัดชิงชนะเลิศ ของถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลยุโรป เกมที่ต้องการสติ สมาธิและความมุ่งมั่นในระดับสูงที่สุด นั่นคือความผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

การพยายามออกบอลเร็วของ คาริอุส ที่ถูก คาริม เบนเซม่า ซึ่งยืน “กางมุ้ง” อยู่ต่อหน้าเจ้าตัวจิ้มเท้าส่งบอลเข้าประตูไปได้นั้น เต็มไปด้วยความประมาท เลินเล่อ และ ไร้ซึ่งความเข้าใจใดๆ แน่นอนว่ามันตามมาด้วยผลเสียอย่างยิ่ง เสียต่อรูปเกม เสียต่อสภาพจิตใจของตัวเอง และ เพื่อนร่วมทีม

ถ้าให้พูดในฐานะมนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจคนหนึ่งแล้ว ผมเองก็เห็นใจ และ สงสาร คาริอุส แต่ถ้าจะให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าคงต้องบอกว่า มันคือความผิดพลาดที่เลวร้าย ยิ่งเทียบกับความทุ่มเทของเพื่อนร่วมทีมทุกคนแล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ใช่ คนเราผิดพลาดกันได้ ไม่ว่าใครก็เคยทำพลาด เพียงแต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของเขามันดันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คุณไม่ควรจะให้เกิดที่สุด และไม่ควรเกิดขึ้นถึง 2 ครั้งในเกมเดียว !


ลิเวอร์พูล
นอกเหนือไปจากลูกยิงจักรยานอากาศสุดสวยของ แกเร็ธ เบล ที่คงจะถูกเอามารีรันไปอีกหลายต่อหลายปีแล้วนั้น ความหวังในช่วงท้ายเกมของ “หงส์แดง” ในการยื้อชีวิตเพื่อยิงตีเสมอ 2-2 และเล่นต่อเวลาก็มาจบลงด้วยน้ำมือของ คาริอุส ที่สูญเสียความมั่นใจอย่างสิ้นเชิง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะรับลูกยิงไกลของ เบล หรือ ปัดออกไปดี สุดท้ายเลยกลายเป็นบอลปลิ้นเข้าประตูไป

ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ในเกมใหญ่ที่เดิมพันด้วยชัยชนะอันล้ำค่าและเหรียญตราแห่งเกียรติยศ มักจะวัดกันที่ว่าใคร “พลาด” มากกว่ากันเสมอ “ราชันชุดขาว” พลาดน้อย เล่นบอลเขี้ยวด้วยนักเตะมากประสบการณ์ ในขณะที่ ลิเวอร์พูล กระดูกอ่อนกว่าในเรื่องของการเล่นเกมใหญ่ และ ก่อความผิดพลาดจึงต้องจ่ายบทเรียนราคาแพงไป ก่อนจะแลกมาด้วยความผิดหวัง

เรอัล มาดริด ลงปากการ่างน้ำหมึกลงในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฟุตบอลยุโรป ยืนยันตอกย้ำถึงการเป็นยอดทีมระดับโลกไม่ว่าจะผ่านกี่ร้อนกี่หนาว พร้อมกับตัวกุนซืออย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ที่คุมทีม 3 ปีแรกก็กลายมาเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย

ส่วน ลิเวอร์พูล แม้ว่าจะได้แค่ถอดปลอกปากกาออกจากด้าม ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่า พวกเขาจะไม่มีโอกาสขีดเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้อีก หาก คล็อปป์ ปรับแก้จุดอ่อน, เสริมทัพถูกที่ และ คงไว้ซึ่งเสาหลักของทีมทีมนี้ที่ดูมีอนาคตที่สุดในรอบหลายปีไว้

เพราะอย่าว่าแต่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฟุตบอลยุโรป เลย ถึงตอนนั้นแม้แต่ประวัติศาสตร์หน้าเก่าของพวกเขาใน พรีเมียร์ ลีก ที่รอคอยแชมป์มานานหลายสิบปี ก็อาจจะถูกลบแล้วเขียนใหม่ขึ้นมาได้เหมือนกัน … ว่าแล้วก็ขอโบกมือลาฤดูกาล 2017-2018 อย่างเป็นทางการ แล้วพบกันใหม่ซีซั่นหน้าครับ

Please follow and like us: